Chapter 1 (Part 2)

posted on 11/20/2560 02:35:00 หลังเที่ยง by VermillionEnd Categories:
เนื้อหาด้านล่างเผยแพร่ครั้งแรกวันที่ 6 ธันวาคม ค.ศ. 2014 ที่ http://vermillionend.exteen.com

คำเตือน : เกิน 25% เป็นการดำน้ำ
แปลมาจากหนังสือนิยาย

[หน้า 81]
……ก็เป็นแบบนั้นตามที่พูดล่ะค่ะ แต่
จู่ๆก็นึกถึงเรื่องของเพื่อนในอดีตขึ้นมา
ย้ายออกจากหมู่บ้านมินาคามิ แล้วไปเรียนที่โรงเรียนประถมในโตเกียว
หลังจากนั้นก็อยู่มาจนจบมัธยมต้น แล้วมาเข้าเรียนที่โรงเรียนคิโยมิยะเพียงลำพัง
ที่โตเกียวเองก็มีเพื่อนที่สนิทกันอยู่ และเศร้าใจกับเรื่องที่ไม่อาจไปเรียนต่อโรงเรียนเดียวกับซาคุยะได้
ตอนนี้ ทั้งงานวัฒนธรรมและงานแข่งกีฬาสมัยมัธยมต้นที่ใช้เวลามาด้วยกันเองก็กลายเป็นความทรงจำที่ดีเช่นกัน
เป็นไปตามที่พี่ชายพูด ถึงจะเป็นเวลาไม่กี่ปีสั้นๆ ความทรงจำที่มีก็เปลี่ยนไปอย่างมาก
ที่อยากจะอวดรุ่นพี่ของตัวเองให้รุ่นน้องที่เข้ามาใหม่ฟังเนี่ย คิดว่าเป็นเรื่องดีนิดหน่อยนะ……
……”
เพราะเป็นเรื่องของตัวเอง เลยไม่สามารถพยักหน้ายอมรับในทันทีได้
ถึงอย่างนั้นก็เข้าใจความรู้สึก
ถึงจะเป็นซาคุยะที่ใกล้จบการศึกษาแล้ว แต่ตอนช่วงปีสองก็เคยมีรุ่นพี่ที่คอยมาเอาใจใส่อยู่
ช่วงฤดูหนาวตอนปีสอง คอยมาให้กำลังใจและปลอบโยนซาคุยะที่ไม่กลับบ้านทั้งคริสต์มาสทั้งปีใหม่แล้วซึมเศร้าอยู่



[หน้า 82]
เธอในตอนนั้นกับตนเองในตอนนี้อายุเท่ากัน
ถึงอย่างนั้นซาคุยะก็ไม่อาจคิดว่าตนเองในตอนนี้สามารถเป็น ผู้ใหญ่ได้เท่าเธอในตอนนั้น
ยังมีเวลาอยู่สินะ ถ้าค่อยๆคิดไปล่ะเป็นไง ?’
นั่น สินะคะ จะลองทำเช่นนั้นดูค่ะ
กว่าที่ซาคุยะจะตอบไปขนาดนั้นได้นั้นลำบากมาก



วันต่อมา พอเข้าห้องเรียนมาก็พบว่าโคโนเอะ จิคาเงะมาอยู่ก่อนแล้ว
เป็นภาพที่รู้สึกว่าเคยเห็นมาแล้วยังไงไม่รู้ค่ะ
งั้นหรอกเหรอ เรื่องนั้นต้องคิดไปเองแน่ๆ
……โกหกแน่ๆสินะคะ วันนี้ตั้งนาฬิกาปลุกไว้กี่เครื่องกันคะ ?”
จริงๆแล้วไม่ได้ใช้เลยซักเครื่อง พอคิดว่าตั้งใจจะมาหาซาคุยะแต่เช้าก็ตื่นซะแล้วน่ะ
……ไม่ใช่เด็กที่จะไปทัศนศึกษาซะหน่อยนะคะ
ถอนหายใจเล็กน้อย



[หน้า 83]
ตอนนี้ตัดสินใจว่าจะยังไม่ถอนชื่อเข้าร่วมไปก่อนค่ะ ……ถึงอย่างนั้นจะเข้าร่วมรึเปล่านั้นก็ยังไม่ได้ตัดสินใจ แต่ก็ตั้งใจว่าจะดูสถานการณ์ซักพักค่ะ
เรื่องนั้น……เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพจิตใจแบบไหนกันแน่น่ะ ?”       
ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกค่ะ แต่……
นึกถึงการสนทนาหลังเลิกเรียนขึ้นมา
เห็นเคยบอกว่ารุ่นน้องกำลังต้องการความทรงจำ หรือว่าบางทีจะรู้ถึงสภาพการณ์ของพวกเธออยู่แล้วด้วยรึเปล่านะ ?
พอลองถามไปดู จิคาเงะก็ส่ายหน้า
เรื่องนั้นก็แค่ตัวเองคิดแบบนั้นเท่านั้นล่ะ พอการจบการศึกษาใกล้เข้ามาก็คิดเรื่องอะไรหลายอย่างเข้าน่ะนะ……อย่างเช่นอยู่ที่โรงเรียนนี้แล้วมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง หลังจากนี้จะเป็นยังไงต่อไปบ้าง แล้วพอทำแบบนั้นไปจู่ๆก็นึกถึงเรื่องของรุ่นพี่ขึ้นมา ทั้งตอนออกจากชมรม ทั้งตอนออกจากหอพัก ทั้งตอนพิธีจบ เศร้าไปขนาดนั้นแล้วบอกว่าจะไม่ลืมเด็ดขาด จะสานต่อพวกรุ่นพี่……คิดว่าทั้งๆที่สาบานไว้อย่างน่าสรรเสริญแท้ๆ แล้วตอนนี้ยังสามารถรักษาคำสาบานนั้นได้อยู่รึเปล่าน่ะนะ
เป็นความคิดที่น่าสรรเสริญไม่ผิดจริงๆด้วยสินะคะ
พูดเรื่องโหดร้ายได้หน้าตาเฉยเลยนะ
เพราะคบกันมานานด้วยน่ะค่ะ เรื่องแค่นี้



[หน้า 84]
เรื่องที่ไม่ได้มีความคิดละเอียดอ่อนขนาดที่จะมาครุ่นคิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงนั้นรู้อยู่แล้ว ดูจากเรื่องที่เงียบไว้แล้วโยนการวางแผนงานเลี้ยงคริสต์มาสมาให้ซาคุยะก็แจ่มแจ้งชัดเจนแล้ว
ก็เป็นแบบนั้นตามที่ว่าจริงๆนั่นล่ะนะ ความเศร้าในตอนนั้นเป็นของชั่วคราว พอยุ่งบ้าง แค่เรื่องของตัวเองก็เต็มกลืนแล้วบ้าง เลยลืมไปตอนไหนก็ไม่รู้ ……แต่ว่า ก็นะ พอตัวเองจะกลายเป็นผู้เกี่ยวข้องโดยตรงแล้วเลยนึกขึ้นได้น่ะ……”
 “……แบบนี้นี่เอง ที่คุณโคโนเอะบอกว่ารุ่นน้องเองก็กำลังต้องการความทรงจำก็เพราะ
อื้อ เป็นเรื่องของตัวเอง พอมาถึงตอนนี้ก็คิดว่าถ้าทำอะไรไว้ให้เยอะกว่านี้คงจะดี มีรุ่นพี่ที่น่าสนใจอยู่เยอะด้วย พวกเรายังดูเรียบๆซะมากกว่าเนอะ
นั่นสินะคะ……จำได้ว่าถูกทำให้ลำบากเป็นอย่างมากเลยล่ะค่ะ
ตอนแรกที่เข้าหอพักมานั้นมีคนที่เรียกได้ว่าแหวกแนวคาดไม่ถึงอยู่เยอะ เป็นอะไรที่ชวนให้กลุ้มใจกังวลว่าจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้จริงๆเหรอ
ทว่า พอหนึ่งปีผ่านไป พวกรุ่นพี่ที่เป็นที่รักในฐานะเด็กมีปัญหาของหอพักก็จบการศึกษาไป เรื่องที่มาเล่นที่ห้องกลางดึกก็ไม่มีแล้ว เรื่องที่จะถูกพาไปทดสอบความกล้ากะทันหันก็ไม่มีแล้ว จากนั้นในเวลาเดียวกับที่รู้สึกว่าได้รับการปลดปล่อย ความเหงาก็เพิ่มมากขึ้น
มีเรื่องที่ทำร่วมกันอยู่เพียงแค่ในความทรงจำเท่านั้น และคนที่สามารถคุยเรื่องนั้นด้วยกันได้เองก็ลดลงไปเรื่อยๆทุกปี
จากนั้นคงจะเลิกนึกถึงไปโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน แล้วก็จดจ่ออยู่กับชีวิตแต่ละวันไป



[หน้า 85]
การสนทนากับมิยูกิเมื่อวานนั้นได้ทำให้ซาคุยะนึกถึงความรู้สึกอ่อนไหวที่ตัวเองเคยมีในอดีต
เพราะไม่เคยมีความเกี่ยวข้องกับรุ่นน้องในตอนนี้อย่างกระตือรือร้นอะไร เรื่องที่ว่าฉันได้รับการสนับสนุนอยู่เนี่ย ก็เลยยังไม่ยอมรับค่ะ
ฉันไม่คิดแบบนั้นหรอกนะ ……เมื่อวานก็อาจจะพูดไปแล้วด้วย
นั่นต้องเป็นเรื่องที่ถ้าเป็นเจ้าตัวจะไม่เข้าใจแน่นอนค่ะ
อาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้
มองหน้ากันจากนั้นก็ยิ้มด้วยกันสองคน

หลังเลิกเรียนวันนั้น ซาคุยะตัดสินใจไปยังที่รวมตัวของ MSF อีกครั้ง
ขอบคุณค่ะที่วันนี้เองก็อุตส่าห์มาด้วย
มัตสึไดระ มิยูกิ โค้งศีรษะต้อนรับซาคุยะด้วยท่าทางที่สามารถเรียกได้ด้วยว่างดงาม
ไม่ต้องสำรวมขนาดนั้นก็ได้ค่ะ
ไม่ค่ะ เพราะท่านซาคุยะอุตส่าห์มา เป็นธรรมดาอยู่แล้วค่ะ
อย่างงั้นเหรอคะ
อาจเป็นเพราะสังเกตเห็นซาคุยะที่มีสีหน้าเอือมระอาเล็กน้อย สีหน้าของมิยูกิเลยหมองมัวลงนิดหน่อย
……เอ่อ หรือว่ากำลังคิดว่ามีท่าทีสุภาพเกินไปจนเสียมารยาทรึเปล่าคะ ?”



[หน้า 86]
ไม่ใช่ว่าจะเป็นแบบนั้นเป็นพิเศษอะไรหรอกค่ะ
ลังเลอยู่เพียงชั่วครู่ว่าจะเสริมคำพูดต่อไปเข้าไปดีหรือไม่
คิดว่าอาจจะเป็นการทำให้รู้สึกไม่ดีก็ได้ แต่ก็ตัดสินใจว่าถึงจะโดนเกลียดแล้วชุมนุม MSF ยุบไปก็ไม่เป็นไร  แล้วเลือกที่จะพูดออกไป
แต่คิดว่าถึงจะมีคนที่คิดแบบนั้นอยู่ก็ไม่แปลกเลยค่ะ
……นั่นสินะคะ……
สีหน้าของมิยูกิดูสลดอย่างเห็นได้ชัด
ซาคุยะที่เป็นฝ่ายพูดลนลานเล็กน้อยกับวิธีซึมเศร้าที่ดันมาสลดก่อนจะเกิดรู้สึกต่อต้านซาคุยะซะอีก
อะ เอาเถอะค่ะ เข้ากับบรรยากาศของคุณมิยูกิด้วย การไม่กลัวอะไรก็เป็นข้อดีด้วยเหมือนกันค่ะ
“……ขอบคุณค่ะ
ได้รับการขอบคุณอย่างเขินอายเล็กน้อยจากมิยูกิ
วันนี้ดูเหมือนสมาชิกคนอื่นจะมาช้า เลยตัดสินใจออกไปข้างนอก
รอบๆโรงเรียนคิโยมิยะมีป่าอยู่ และมีทางสำหรับเดินเล่นสร้างไว้เพื่อที่จะได้เข้าไปสัมผัสกับธรรมชาติในป่าได้
มีรั้วกั้นไว้เพื่อจะได้ไม่หลงเข้าไปในที่ลึกๆ แต่เนื่องจากนักเรียนที่ไม่ถูกกับแมลงเองก็มีอยู่เยอะ แต่ไหนแต่ไรก็เลยแทบจะไม่มีนักเรียนเข้าไปในป่าอยู่แล้ว



[หน้า 87]
ปัญหาในตอนที่ได้รับความช่วยเหลือจากท่านซาคุยะเองก็มีฉันเป็นสาเหตุค่ะ
ถ้าเดาไม่ผิด เรื่องที่ทะเลาะกับนักเรียนชายโรงเรียนอื่นที่พูดก็……
……ค่ะ ดูเหมือนว่าคำพูดของฉัน สำหรับอีกฝ่ายแล้วจะได้ยินเป็นคำพูดที่เสียมารยาทอย่างมาก แล้วก็ไม่สามารถขอโทษได้อย่างราบรื่น เลยเดือดร้อนค่ะ
เป็นเรื่องแบบนั้นเองสินะคะ พอจะเข้าใจนิดหน่อยแล้วค่ะ
ขอบคุณค่ะ ……ที่จริงแล้วตอนนั้นแม้แต่การเอ่ยปากขอบคุณแบบนี้ก็แทบจะทำไม่ได้เลยค่ะ
อย่างงั้นเหรอคะ ?”
ตอนนี้บางทีก็ได้ยินเป็นคำพูดที่สุภาพเกินไปจนเสียมารยาท แต่โดยภาพรวมแล้วเป็นรุ่นน้องผู้อ่อนน้อมถ่อมตน
มีส่วนสูงมาตรฐานและรูปลักษณ์ภายนอกน่ารัก จากนั้นคำพูดที่พูดในขณะที่ยืนหลังตรงมองอีกฝ่ายนั้นก็สัมผัสได้ถึงเจตนาอันแน่วแน่
อาจจะมีบ้างที่รู้สึกว่ามีหนามอยู่ในคำพูด แต่ก็ไม่เห็นว่าจะเสียมารยาทขนาดที่ตัวเธอพูดมา
ตอนที่ได้รับความช่วยเหลือจากท่านซาคุยะ ฉันพูดไปว่าแบบนี้ค่ะ พูดไปว่ารู้สึกเป็นพระคุณอย่างสูงค่ะ
………………
มีอะไรติดอยู่ในความคิดของซาคุยะ
พอทำแบบนั้นท่านซาคุยะก็พูดชี้ทางให้ฉันค่ะ บอกว่าถ้าอย่างนั้นก็ต้องสื่อคำพูดออกไป



[หน้า 88]
……อ๊า……
รู้สึกว่าเคยพูดไปไม่ผิดแน่
แล้วต่อไปก็ถูกบอกให้พูดเรื่องเดียวกันแม้แต่กับเพื่อนร่วมชั้นที่อยู่ด้วยกันค่ะ ……ฉันในตอนนั้นไม่ค่อยเข้าใจเหตุผลนั้นเท่าไร คนที่มาช่วยคือท่านซาคุยะ พวกเด็กคนอื่นก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกับฉันแล้วได้แต่ตัวสั่น ไม่ใช่ว่าช่วยอะไรแท้ๆ เลยตกใจกับเรื่องที่ถูกบอกให้พูดขอบคุณ จากนั้นก็สับสนทำอะไรไม่ถูกนิดหน่อยค่ะ
……นึกออกแล้วค่ะ จะว่าไปก็มีเรื่องแบบนั้นด้วยสินะคะ
นึกออกแล้วเหรอคะ !”
เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง กลายเป็นสีหน้ายิ้มแย้มในทันที
ใช่แล้ว ตอนนั้นเห็นรุ่นน้องที่เข้มแข็งกำลังทำใจดีสู้เสือปกป้องเด็กผู้หญิงที่อยู่ข้างหลัง เลยเข้าไปช่วย
โชคดีที่เป็นผู้คนที่ถ้าพูดกันก็เข้าใจ เลยไม่กลายเป็นปัญหาใหญ่อะไรด้วย
หลังจากที่ทำแบบนั้นและเรื่องจบลง ก็พูดเสริมเรื่องที่แม้แต่ตัวเองก็ยังคิดว่าเกินความจำเป็น พูดไปว่าไปขอบคุณคนที่ตัวเองเป็นคนปกป้องไว้ด้วยนะ
ขอโทษค่ะ ตอนนั้นพูดเกินไปสินะคะ
ไม่ค่ะ ไม่ใช่แบบนั้นเลย จริงอยู่ที่ตอนนั้นไม่เข้าใจเหตุผล ยอมรับไม่ได้ แล้วก็ครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ๆตามที่ว่าค่ะ



[หน้า 89]
สินะคะ
ตอนนั้นที่อยู่ในใจของซาคุยะคือเรื่องก่อนหน้านั้นไปอีกกว่าครึ่งปี เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนของปีสอง
ในตอนนั้น ที่หมู่บ้านมินาคามิซึ่งกลับไปตอนปิดเทอมหน้าร้อนหลังจากที่ไม่ได้กลับไปนานสิบปี โคสุเกะผู้เป็นพี่ชายได้บังเอิญไปเจอกับสัตว์ประหลาดที่เรียกว่ายามาวาโระเข้า
เป็นสัตว์ประหลาดไม่มีวันตายที่อาศัยอยู่ในภูเขาและมีตัวตนอยู่ในตำนานโบราณของหมู่บ้านมินาคามิ ถึงจะปกป้องโชวโกะที่เป็นลูกพี่ลูกน้องไว้ได้ แต่ก็ทำให้ติดต่อกับโคสุเกะไม่ได้ขึ้นมา
ที่ซาคุยะได้ไปยังหมู่บ้านมินาคามิก็คือตอนนั้น การไปตรวจดูพี่ชายที่ติดต่อไม่ได้ขึ้นมาทั้งๆอย่างนั้นคือเป้าหมาย
ต่อมาซาคุเองก็ได้เผชิญกับยามาวาโระเช่นกัน แล้วก็ได้ผ่านเหตุการณ์หลายอย่างทำให้รอบตัวมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
หลังจากนั้น จนถึงตอนที่จะได้พบกันใหม่ในอีกหนึ่งปีให้หลัง ก็ไม่เคยลืมวันเวลาแต่ละวันในฤดูร้อนนั้นเลย
ฤดูใบไม้ร่วงได้มาเยือน ฤดูหนาวได้ผ่านพ้น รุ่นพี่ที่คอยปลอบโยนซาคุยะที่ซึมเศร้าเองก็จบการศึกษาไป
ในไม่ช้าก็กลายเป็นฤดูแห่งซากุระ ได้เริ่มหันมานับถอยหลังรอฤดูร้อนที่จะมาเยือนอีกครั้ง แล้วก็ได้ไปพบกับภาพที่ปรากฏแก่สายตานั้นเข้า
เด็กสาวคนหนึ่งกำลังปกป้องพวกเด็กผู้หญิงที่อยู่ข้างหลัง
ขาสั่นเล็กน้อย ทำท่าจะทรุดลงไปเดี๋ยวนั้นเลย



[หน้า 90]
แม้ว่าแก้มจะซีดเผือดสีเลือดหายไป ก็ไม่คิดที่จะหนีไปจากตรงนั้นเลย
มองแวบแรกก็รู้ว่าเป็นร่างของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเป็นโล่กำบังให้กับเด็กผู้หญิงที่อยู่ข้างหลัง
พอมองไปแล้ว ซาคุยะก็นึกถึงคำพูดที่พี่ชายเคยพูดไว้ขึ้นมา
อยากจะหนีแต่เพราะข้างหลังมีโชวโกะจังอยู่ คงเป็นเพราะเรื่องนั้นตอนนี้ก็เลยมีชีวิตอยู่แบบนี้ได้น่ะนะ สามารถปกป้องสิ่งที่ตั้งใจว่าจะปกป้องไว้ได้
คิดว่าอาจจะเป็นอะไรแบบนั้นก็ได้
ที่พวกเด็กผู้ชายไม่ทำอะไรมากไปกว่านั้นเพราะพวกเธอไม่หนีแล้วรวมอยู่เป็นกลุ่มเดียว
สูญเสียที่เก็บอาวุธซึ่งง้างขึ้นไปครั้งหนึ่งแล้ว ไม่ว่าทางไหนก็อยากจะถอยแท้ๆ แต่ทำอะไรไม่ได้เลย
ในขณะที่ได้รับการปกป้องอยู่ ก็ไม่ทิ้งเด็กสาวที่มายืนรับหน้าอยู่เบื้องหน้า แล้วใช้มุมอับที่มองไม่เห็นซึ่งอยู่ตรงข้างหลังหันหน้ามาหาซาคุยะแล้วโค้งศีรษะขอร้อง
พอเห็นสิ่งนั้น ก็คิดว่าแบบนี้นี่เอง
ถึงจะอยู่โดยไม่หนี แต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นโล่กำบังอยู่ด้วย
กำลังหาคนที่จะปกป้องพวกตัวเองและสามารถทำให้ผ่านพ้นสถานการณ์ตรงนี้ไปได้อย่างเอาเป็นเอาตายอยู่
เมงุมิช่วยเรียกท่านซาคุยะมาให้สินะคะ ตอนที่รู้ตัวเรื่องนั้นก็ตัดสินใจว่าจะลองคุยด้วยดูค่ะ



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น